คุณประโยชน์กล้วยน้ำว้า พืชล้มลุก อุดมด้วยคุณค่า ของคนไทย

ธันวาคม 22, 2009 at 8:14 am

คุณประโยชน์กล้วยน้ำว้า พืชล้มลุก อุดมด้วยคุณค่า ของคนไทย

“กล้วย” เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสูง ยกเว้นกล้วยน้ำว้าซึ่งจะมีลำต้นสูงไม่เกิน 4 เมตร ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ ก้านดอกไม่มีขน ลักษณะของดอก จะออกดอกที่ปลายเป็นช่อห้อยหัวลง ยาวประมาณ 1-2 ศอก(ปลี) กล้วยเครือหนึ่งจะมีประมาณ 8-10 หวี และในแต่ละหวีจะมีผล 13-16 ผล

ตามความเชื่อของพราหมณ์สมัยโบราณ “กล้วย” ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เราจึงมักจะเห็นต้นกล้วยหรือผลกล้วยวางเรียงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในเครื่องบูชาตามพิธีกรรม หรือพิธีมงคลต่างๆ หรือตามบ้านเรือนในชนบทแทบทุกบ้านจะมีการปลูกต้นกล้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน

“กล้วย” มีคุณประโยชน์เอนกประสงค์ ที่สามารถใช้ได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นก้าน ใบ ดอก ผล ลำต้น ใช้ทำเป็นอาหาร ใช้เป็นยารักษาโรค ทำเครื่องใช้ภายในบ้านหรือทำเป็นของเล่น เช่น ม้าก้านกล้วย ปืนกล ให้เด็กๆได้เล่นสนุก ไม่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพย์ แถมยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมการละเล่นของไทยอีกด้วย หากจะปลูกกล้วยสักต้นไว้ในบ้านก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ซึ่งนอกจากจะให้ผลไว้รับประทานแล้ว ยังให้ผลอื่นๆคุ้มเกินการลงทุนอีกด้วย

สรรพคุณทางยาของกล้วย ยางจากใบกล้วยสามารถใช้ห้ามเลือดได้ ผลดิบมีรสฝาด ช่วยรักษาอาการท้องเสีย รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ส่วนผลสุกช่วยเป็นยาระบายท้องและส่วนหัวปลีกล้วยมีรสเย็น แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ โรคโลหิตจาง รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่มีอาการท้องเสียหรือท้องอืด ที่มักเกิดขึ้นกับเราบ่อยๆ หันมาใช้กล้วยรักษากันเถอะค่ะ รับรองเมื่อทานกล้วยไปแล้ว อาการที่เป็นเรื่องเสียๆ ก็จะกลายเป็นของกล้วยๆ

วิธีการปลูกกล้วย สภาพของดินที่เหมาะสมในการปลูกกล้วย คือ ต้องมีความร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกกันในช่วงหน้าฝน โดยการคัดเลือกหน่อที่สมบูรณ์ มีแผ่นใบอ่อนคลี่แล้ว 2-4 ใบ ความสูงประมาณ 60-70 เซนติเมตร และปลูกในหลุมกว้าง-ลึก 30×30 เซนติเมตร ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุมพอประมาณ ก่อนนำหน่อกล้วยลงปลูก หลังจากนั้นก็กลบหลุมและรดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา การเจริญเติบโตของกล้วยในระยะแรกต้องการอาหารมาก หลังระยะแรกก็ไม่ต้องการเท่าไหร่ ถ้าหากให้อาหารมากกล้วยจะใช้ไปในการแตกหน่อ และจะต้องการอาหารอีกมากครั้งในระยะที่กล้วยตกเครือ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ คือ สูตร 15-15-15 แบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งละ ? กิโลกรัม ใส่เมื่อกล้วยอายุ 3 เดือน และ 5 เดือน หลังปลูกหรือเพิ่มอีกครั้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ในระยะแรกเป็นใส่ 3 ครั้ง ใส่ครั้งแรกและครั้งที่สอง 2.5 กิโลกรัม เมื่อกล้วยอายุได้ 1 เดือนและ 3 เดือน และปุ๋ยอีกครึ่งกิโลกรัมใส่เมื่อกล้วยอายุ 5 เดือน หลังจากปลูก

เมื่อต้นกล้วยเจริญเต็มที่ก่อนออกปลี ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกบำรุงอีกครั้งเพื่อคุณภาพของผลที่สมบูรณ์ ดกงาม ซึ่งจะมีอายุในการเก็บผลประมาณ 8-12 เดือน ในช่วงระหว่างนั้นต้นกล้วยจะมีการแตกหน่อขึ้นมาเรื่อยๆ เราต้องควบคุมแยกหน่อทิ้งให้เหลือเพียง 1-2 หน่อ เพื่อลดการแย่งธาตุอาหารในดิน และเมื่อกล้วยออกดอก ติดผล ควรหาไม้มาค้ำยัน เพื่อป้องกันการหักของลำต้น และจะต้องไม่ลืมตัดปลีทิ้ง เมื่อเห็นว่าปลีกล้วยจะไม่ให้ผลที่สมบูรณ์อีกแล้ว

คุณค่าทางสารอาหารของกล้วยน้ำว้าดิบและหัวปลี น้ำหนัก 100 กรัม จะมีสารอาหาร คือ ผลดิบจะให้พลังงานถึง 110 กิโลแคลอรี่ ฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม เหล็ก 0.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 483 IU วิตามินบี1 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.02มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม และวิตามินซี 31 มิลลิกรัม

และในส่วนของหัวปลีน้ำหนัก 100 กรัม จะให้พลังงาน 26 กิโลแคลอรี่ แคลเซียม 37 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 52 มิลลิกรัม เหล็ก 1.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 283 IU วิตามินบี1 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.03 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.4 มิลลิกรัม และวิตามินซี 12 มิลลิกรัม (ที่มา : ผักพื้นบ้าน ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย,สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข : 2538)

หัวปลีหรือปลีกล้วย คือ ส่วนที่เป็นดอกของต้นกล้วย ซึ่งจะคลี่กาบที่มีผลกล้วยซ่อนอยู่ภายในหลายๆ ผลรวมกันเรียกว่า หวี มันจะเจริญงอกงามคลี่กาบหวีกล้วยออกไปเรื่อยๆ หลายๆ หวี รวมเรียกกันว่าเครือ

ในตอนท้ายๆ ของเครือ ดอกกล้วยมักจะหยุดการคลี่กาบและจะไม่มีผลกล้วยออกมาแล้ว เจ้าของที่ดูแลเอาใจใส่ต้นกล้วยจะต้องตัดปลีกล้วยออกมา เพราะถ้าไม่ตัดออกปลีกล้วยส่วนนี้จะไปแย่งอาหารมาจากผลกล้วยเสียหมด

หัวปลีที่ตัดออกมาอย่าทิ้งให้เสียของนะค่ะ เราสามารถนำมาทำเป็นผัก เป็นส่วนประกอบในอาหารหลายอย่างที่คุ้นเคยกันดีถึงสรรพคุณของหัวปลี คือ การนำหัวปลีไปแกงเลียง เพื่อให้สตรีหลังคลอดรับประทาน ว่ากันว่าเป็นการช่วยเพิ่มน้ำนมของคุณแม่ให้มีมากขึ้นด้วย

อีกวิธีที่นิยมกันก็คือนำหัวปลีไปเผาไฟ แล้วลอกกาบส่วนที่อ่อนๆ มาจิ้มน้ำพริก หลายๆคนคงจะเคยรับประทาน หรือนำไปทานสดๆ แกล้มผัดไทย ขนมจีนน้ำพริก นำไปยำ ไปทอดกรอบ ทอดมัน ห่อหมก สารพัดชนิด ปรุงได้ตามชอบนะค่ะ วันนี้ก็มีเมนูหัวปลีมาแนะนำสูตรต้มยำกะทิหัวปลี ลองทำรับประทานกัน

เครื่องปรุงต้มยำกะทิหัวปลีก็มี ไก่สด 1 ซีก หัวปลี 2 หัว กะทิ 1 ถ้วย หางกะทิ 2 ถ้วย ตะไคร้ 2 ต้น ใบมะกรูด 5 ใบ พริกขี้หนู 5 เม็ด และมะนาว 1 ลูก…ขั้นแรกล้างไก่ให้สะอาด สับเป็นชิ้นพอคำทิ้งกระดูกและเนื้อไก่ ลอกกาบแดงของหัวปลีทิ้ง แล้วตัดออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเตรียมไว้ ขั้นที่สอง นำหางกะทิใส่หม้อเคี่ยวพอเดือด ใส่ไก่และเติมเกลือลงไปเล็กน้อย ขั้นที่สาม เคี่ยวไปจนกระทั่งไก่จวนเปื่อย จึงค่อยใส่หัวปลี หากน้ำกะทิเหลือน้อยไปก็เติมลงไปอีกได้ และขั้นตอนสุดท้ายเมื่อไก่และหัวปลีเปื่อยดีแล้ว ให้ฉีกใบมะกรูด บุบตะไคร้ที่ตัดเป็นท่อนๆ ใส่ลงไป ตามด้วยหัวกะทิ จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วยกลง เวลารับประทาน ให้ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาวและพริกขี้หนู เสร็จแล้วทานพร้อมข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก

สรรพคุณทางยาของต้มยำกะทิหัวปลีมีดังนี้  หัวปลีมีรสฝาดเย็น แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ โรคโลหิตจาง น้ำกะทิรสมันหวานบำรุงร่างกาย บำรุงเส้นเอ็น รักษาโรคกระดูก ใบมะกรูดรสปร่า กลิ่นหอมติดร้อน ดับกลิ่นคาว แก้โรคลักปิดลักเปิด ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้ลมจุกเสียด พริกขี้หนูมีรสเผ็ดร้อน ช่วยให้เจริญอาหาร.

Written by ศิริ
http://banana-tai-tai.com/
About these ads

Entry filed under: ข่าวประชาสัมพันธ์. Tags: .

พาณิชย์อาสาพาเยี่ยมบ้าน opop : กล้วยตากบ้านเกาะคู เพิ่มมูลค่า “กล้วย” ด้วยเทคโนโลยี


ปฎิทิน

ธันวาคม 2009
พฤ อา
« มิ.ย.   ต.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

Most Recent Posts


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: